เพื่อลูกอันเป็นที่รัก	
                 	ดิฉันตั้งท้องไม่พึงประสงค์ค่ะ ตอนนี้อายุครรภ์ก็2 เดือนนิดๆ ไม่เคยมีความคิดจะทำแท้ง
	เมื่อปรึกษาแม่ ได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิดคือ ให้ไปเอาเด็กออกทันที ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี
	แม่ดิฉันเป็นโรคเครียดและความดันโลหิตสูงค่ะปกติท่านก็เครียดอยู่แล้ว และตั้งแต่ทราบเรื่องก็ยิ่งเครียดหนัก ดิฉันยังเรียน
อยู่ค่ะ แต่ลองปรึกษากับอาจารย์แล้ว ท่านบอกว่าจะหาทางจบได้ คลอดลูกแล้วค่อยมาเรียนต่อก็ได้
	แต่แม่ไม่ยอมเลยค่ะ ท่านเครียดหนักกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าดิฉันจะเอาลูกไว้ ท่านบอกว่าเด็กคนนี้เป็นตัวถ่วงอนาคตดิฉัน
	แม่จึงขึ้นมาที่กรุงเทพ พาดิฉันไปทำแท้งด้วยตัวท่านเอง ดิฉันก็ตามใจให้ท่านพาไป แต่ก็ไม่ได้ทำจริงๆหรอกนะคะ ฮั้วกับหมอ
หลอกแม่ว่าทำแล้ว 
	ตอนนี้ท่านก็กลับบ้านไปแล้ว สีหน้าท่านสบายใจขึ้นและบอกกับดิฉันว่าท่านไม่เครียดแล้ว หมดเรื่องนี้ท่านก็สบายใจ 
	และต่อจากนี้ไปล่ะค่ะที่จะลำบาก
	ดิฉันติดต่อกับทางมูลนิธิที่ทำงานทางด้านนี้อยู่ เขารับดูแลช่วงคลอดให้ฟรี จากนั้นหากเลี้ยงเด็กคนนี้ไม่ได้จริงๆก้ยกให้กับ
มูลนิธิเพื่อเป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวอื่นต่อไป
	ดิฉันชั่งน้ำหนักบาปบุญของสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลยค่ะ
	ทำแท้ง...บาปแน่นอนเพราะฆ่าลูกแต่หากจะให้เขาเกิด ดิฉันต้องเล่นละครฉากใหญ่ อาจโกหกแม่ว่าไปฝึกงานต่างประเทศ 
หรืออืนๆ ที่จะไม่ต้องกลับบ้านประมาณ 5-6 เดือนช่วงท้องใหญ่และให้นมลูก ดิฉันมั่นใจว่าหากให้แม่รู้...แม้จะเป็นช่วงที่ทำแท้งไม่ได้
แล้ว   ท่านต้องเครียดจนล้มป่วยแน่นอน 
	เพราะแค่ดิฉันเถียงท่านว่าจะเอาไว้ ท่านก็ถึงกับเข้ารพ. และหากเรื่องร้ายแรงกว่านั้น กรรมที่ทำกับแม่เรื่องนี้ ดิฉันไม่ทราบ
จริงๆว่าจะชดใช้อย่างไร มันหนักหนานัก
	และหากดิฉันปิดเป็นความลับไปตลอด คลอดเขาและยกให้คนอื่นเลี้ยง ดิฉันว่ามันก็บาป เพราะหน้าที่ของแม่นอกจากให้
กำเนิดแล้วก้ยังต้องเลี้ยงดู 
	อาจจะมีคนที่ดีที่จะรับเขาไปแต่มันก้ต้องเกิดปมในใจเขาอย่างแน่นอน นี่ก็เป็นกรรมที่ทำกับลูกเหมือนกัน   ดิฉันเองก็คงเจ็บ
ปวดไม่น้อยที่จะยกลูกให้คนอื่น
	เรื่องแม่ ไม่ใช่เรื่องที่มองโลกในแง่ร้ายนะคะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ท่านเป็นผู้หญิงที่แต่งงานเข้าครอบครัวใหญ่ของพ่อ 
ทางญาติร่ำรวยมากผิดกับครอบครัวดิฉัน  หลังพ่อเสีย แม่ก็ต่อสู้เพียงลำพัง  ท่านไม่สามารถปล่อยวางได้จากใจจริงทำให้เครียดมาก
จนป่วยเรื้อรัง ท่านไม่มีวันมีความสุข  หากไม่ได้เห็นดิฉันประสบความสำเร็จตามทางเดินที่วางไว้... เรียนจบ ทำงาน แต่งงานกับคนดี 
เก็บเงิน มีลูก... 
	เรื่องนี้เปลี่ยนไม่ได้ค่ะ ดิฉันพยายามพูดทำความเข้าใจกับท่าน พาท่านไปคุยกับคนที่มูลนิธิด้วย แต่ท่านไม่ฟัง ทางออกที่
จะทำให้ท่านมีความสุขได้ทางเดียวคือทำแท้งซะแล้วกลับไปใช้ชีวิตเช่นเดิม พยายามพูดเรื่องธรรมะ หรืออะไรๆ ท่านไม่ฟังเลยค่ะ
	ส่วนผู้ชายที่เป็นพ่อเด็ก ไม่พูดถึงมากนะคะเพราะถูกใช้กำลัง คงเป็นกรรมที่ต้องยอมรับ 
	ดิฉันไม่ทราบจะทำเช่นไรดีค่ะ
			โมโม่ 

 	ตอบคุณโมโม่ 
	ก่อนอื่นผมขอยกย่องและขอชมคุณด้วยใจจริง
	คุณคือ "แม่พระ" 
	ไม่ใช่ของผมหรือของใครหลอกครับ
	แต่เป็นแม่พระของ "ลูก" ที่จะเกิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
	การ "ให้" ขีวิตกับคนอื่นนั้น  เป็นมหากุศลครับ
	โดยเฉพาะเป็น "เลือดเนื้อ" ของตัวคุณเอง   จึงเป็นมหากุศลครับ
	คุณได้ให้ "โอกาส""มหากุศล" มากมายจนไม่อาจกล่าวได้หมด
	ผมถึงได้บอกว่า  คุณเป็นบุคคลที่น่ายกย่องในความรู้สึกของผม
	และคุณคิดได้ถูกต้องครับ  ว่าการที่คุณ "รักษา" ชีวิตลูกคุณไว้นั้น  อาจจะมีปากมีเสียงหรือทำให้คุณแม่คุณเสียใจอยู่บ้าง
	แต่ผลได้มีมากกว่าผลเสียครับ
	แม่คุณน่ะ  บ่นไปเพราะคิดมาก (อาจจะมีสิ่งกระทบเบื้องหลังมาก่อน) หรือเกิดอาการเครียด  เพราะคุณท้องก่อนเวลาอันควร
ไม่เป็นไปตามที่แม่คุณคาดหวัง   และอาจจะเกิดจากการไม่พร้อมของคุณเอง
	แต่แม่คุณอาจจะคิดมากไปเกินกว่าเหตุ  หรืออาจจะวิตกจริตเกินไป  ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นเลย
	ถ้าการมองไปข้างหน้าโดยปราศจากวิสัยทัศน์ที่ดี  และปราศจากความเมตตา  ใจเราก็จะเป็นทุกข์
	การทำสิ่งไม่ดีก่อนที่จะเกิดเหตุ  ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดี
	เรื่องที่คุณจะเก็บเนื้อเก็บตัวเก็บท้อง.....ผมเห็นด้วย   
	ช่วงที่ท้อง  ก็ไม่ต้องไปออกหน้าออกสังคมที่ไหน  ยิ่งมีงานที่มูลนิธิยิ่งดี  คุณจะได้ไปคิดมาก  และมีอะไรทำแก้เครียด
	ถึงเวลาที่คลอด  หรือตอนที่เด็กโต  ค่อยๆ บอกแม่คุณให้รับรู้
	ช่วงใหม่ๆ คุณอาจจะโดนด่าว่า  หรือพูดจาไม่ถูกหูคุณแน่นอน
	เรื่องโดนดุด่าว่ากล่าว  หรือบ่นเป็นวันๆ น่ะ  มีแน่ครับ
	ต้องอดทน
	แต่เชื่อเถอะครับ   ถ้าคุณมั่นใจในความดี  ที่ "ให้ชีวิต" กับเด็กที่ไม่รู้เรื่องความผิดทั้งหลายทั้งปวง
	ความดีตรงนี้  ความดีของคุณจะเป็น "พลัง" ให้เกิดสิ่งที่ดีๆ กับคุณเอง
	และ "ความบริสุทธิ์" ของเด็ก  ที่ได้โอกาสมาสร้างบุญกุศล  ก็จะยิ่งเป็น "พลังงานบริสุทธิ์" อันยิ่งใหญ่  ที่จะทำให้ 
"คุณยาย"ใจอ่อนลงได้
	ผมเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า "ความดี" ครับ
	ทำความดีแล้ว...ต้องได้รับ "ความดี "ตอบแทนครับ
	อาจจะช้าไปบ้าง...แต่ยังงัยก็ต้องได้ "ความดี "กลับคืนไปอย่างแน่นอน
	เขื่อเถอะครับ  ผมไม่เคยโกหกใคร !
	และเด็กที่จะเกิดมานั้น......ผมก็เชื่อจากความรู้สึกของผมว่า...เด็กคนนี้จะนำ "ความดี "และ "โชคลาภ" มาให้คุณ
	ลองพิสูจน์กันดูได้ครับ
	เลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ให้ดีนะครับ.....
	คลอดเมื่อ่ไหร่...บอกผมนะครับ  จะได้ไป "รับขวัญ" หลาน
	ผมนึกชื่อนึงขึ้นมาได้พอดีครับ
	"นวชนม์"  แปลว่า  ชีวิตที่เกิดใหม่
	ชอบมั้ยครับ   ถ้าชอบ...เอาไปเลยครับ

								อโณทัย     เขตต์บรรพต 

ต้องการสนับสนุนเวบนี้.....เพียงสั่งซื้อหนังสือ "สิ่งที่ชาวพุทธ...ควรรู้ "  ราคาเล่มละ 180 บาท  คลิกดูรายละเอียดที่นี่
back
	ให้ปล่อยวางได้อย่างไร ? 
	 เรียน คุณอโณทัย
	 ดิฉันเป็นผู้มีปัญหาครอบครัวกำลังจะแตกแยก  สามีไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน  
	ดิฉันทราบเรื่องมาแปดเดือนแล้วค่ะแต่ยิ่งนานก็ยิ่งเลวร้าย  ฝ่ายชายก็มาร้ายกับลูกเมีย  เขาเคยชวนดิฉันไปหย่าสองครั้ง
สองคราแต่ดิฉันบอกว่าไม่ได้ต้องการเช่นนั้น ( เราอยู่กินกันมา 12 ปี มีลูก 3 คน ดิฉันอายุ38ปีย่าง39 สามี38กำลังจะเต็มค่ะ ) เราปรับ
ตัวเข้าหากันได้มั๊ยให้ครอบครัวอบอุ่นเหมือนเดิม  
	เขาบอกว่ามันจบแล้วเขาโกรธที่ดิฉันบอกให้พ่อแม่เขาและพี่ชายเขามาช่วยพูดให้  
	เขาบอกว่าเรื่องภายในครอบครัวอย่าให้คนอื่นมายุ่ง  ดิฉันมาอยู่ตัวคนเดียวก็เลยคิดว่าพ่อแม่เขาคงจะช่วยพูดกับลูกเขาได้  แต่
กลับทำให้เรื่องเลวร้ายลง  สามีและผู้หญิงคนนั้น(ซึ่งเธอยังอยู่กับครอบครัวของเธอ ) ยังคบกันอยู่  ไปสอบอบต.ด้วยกันทุกจังหวัดที่เขาเปิด
สอบ  และเพิ่งจะสอบผ่านข้อเขียนที่โคราชจะสัมภาษณ์วันที่24 ก.ค.นี้ค่ะ  
	ดิฉันกล้มใจมากเพราะนี่คือโอกาสที่เขาจะหนีไปจากดิฉันและลูก  และโอกาสที่แอบไปหาหญิงคนนั้นมากขึ้น  เขาบอกให้ดิฉัน
ปลงและปล่อยวาง  แต่ดิฉันไม่ทราบวิธีว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำได้  โดยที่ดิฉันจะไม่ทุกข์ไปมากกว่านี้  
	เพื่อนๆหาหนังสือธรรมะมาให้อ่านและให้สวดมนต์  แต่ก็สงบได้เป็นบางครั้ง  คิดว่าลูกคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับดิฉันแต่บาง
ครั้งก็หวนนึกถึงวันเก่าๆ ที่ครอบครัวเราอบอุ่นแล้วก็ใจหาย  เมื่อวันนี้ไม่มีเขา  ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยตอบให้กระจ่าง ทางe-mail ของ
ดิฉันด้วยนะคะ  ก่อนที่ดิฉันจะเป็นโรคประสาทซะก่อนค่ะ  e-mail  
	และอยากทราบเบอร์โทรอาจารย์ค่ะ   
                                                                                  chruafa


	ตอบ
	เรื่องของครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนครับ
	ผมเองได้รับคำถามอย่างนี้มามากต่อมาก   มีทั้งที่เมล์  ทั้งจดหมายมา  โทรมาคุยด้วย   หรือบางทีมาหาด้วยตัวเองก็มี
	เลยทำให้สงสัยว่า  นี่เรากำลังตอบปัญหาอะไร ?
	เจตนาดั้งเดิมที่สร้างเวบนี้ขึ้นมา  ก็เพื่อจะตอบปัญหาเรื่องสมาธิ  จิต วิญญาณ  เรื่องเร้นลับ
	แต่เอาเข้าจริง  กลายเป็นเรื่องปัญหาชีวิตซะมากกว่า
	มากจนบางทีผมก็ไม่ตอบ.....
	แต่เมื่อคุณทุกข์มาขนาดนี้  อุตส่าห์ถามมา (ผมเข้าใจเอาเองว่า  ไม่ทุกข์ก็คงไม่เสียเวลาส่งเมล์มาถามหรอก...ใช่มั้ยครับ)
	ก็จะตอบเท่าที่มีปัญญาจะตอบนะครับ
	แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า  ผมไม่ตอบปัญหาเพื่อให้ "ถูก ใจ"  คนถามมานะครับ
	ผมเอา "ความถูกต้อง" มากกว่าความ "ถูกใจ"
	เรื่องที่คุณมีปัญหากับสามี  และผู้หญิงคนนั้น
	บอกได้เลยว่า  ต้องมี "สาเหตุ" แน่นอน	
	สาเหตุที่ว่านั้น  ก็คือเรื่อง "กรรม"   
	ไม่ว่า "กรรม "นั้น  จะมาจากอดีตในระยะเวลาเร็ว  หรือช้านานก็ตาม
	แต่เหตุการณ์อย่างนั้น  อาจจะผ่านภพผ่านชาติมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
	การวนเวียนของการเกิดปัญหานั้น  ต้องมีเหตุการณ์อย่างนั้น  หรือคล้ายอย่างนั้นมาก่อน
	คนที่ "ฆ่าตัวตาย" ในชาติที่แล้ว (อดีต)  ชาตินี้ก็ต้อง "ฆ่าตัวตาย"   
	เว้นแต่ว่า  ในชาติที่เป็นปัจจุบัน  มี "สติ" มากๆ   มี "ปัญญา" มากๆ  จะได้มาจากใครก็ตาม
	อาจจะได้ "สติและปัญญา" จากตัวเอง  หรือจากผู้อื่นเป็นผู้ให้ธรรมะ
	ชาตินี้ "อาจจะ" ไม่ต้อง "ฆ่าตัวตาย" ก็ได้
	เพราะชาตินี้  ชาติปัจจุบันมี  "สติและปัญญา"
	ศาสนาพุทธจึงสอนว่า "ชาติที่เป็นปัจจุบัน"  (โดยเฉพาะเวลาที่เป็นปัจจุบัน) จะสำคัญที่สุด
	มีอิทธิผลต่อ "อนาคต" มากที่สุด
	แม้ว่า "อดีต" จะเป็นตัวส่งผลใน "ปัจจุบัน"
	แต่ถ้าเราเอา "อดีต" มาเป็นข้อมูล  แล้วใช้ "ปัจจุบัน" มาเป็นตัวสร้าง "กรรมใหม่"  เราก็สร้างอนาคตใหม่ได้
	ไม่ทำอย่างในอดีต (ที่ไม่ดี)  ก็จะไม่ต้องรับ "กรรม" ที่ไม่ดีต่อไปในอาคต
	อย่าลืมว่า  อนาคต ในวันข้างหน้านั้น  พอเวลาผ่านไป  อนาคตนั้นก็จะกลายเป็นปัจจุบันเมื่อเวลานั้นมาถึง
	(อ่านช้าๆ นะครับ)
	อย่าซ้ำรอยเดิมครับ
	ในเวลานี้  คุณกำลังรับกรรมอยู่
	กรรมที่อดีตนั้นได้เคยทำเยี่ยงนี้  อย่างนี้มาก่อน (ก็อย่าไปสนใจเลยครับว่า  ได้ทำอะไรไปแล้ว  เพราะมันเป็นอดีตไปแล้ว)
	เราไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้
	แต่เราสามารถเลือกทำปัจจุบันได้
	เลือกที่จะทำดี  ทำชั่ว  หรือเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย
	อยากไปชดใช้กันอีก  ก็สร้างสิ่งที่ไม่ดีต่อกันมากๆ
	แล้วไปชดใช้กรรมเวรต่างๆ กันอีก
	หมุนเวียนเปลี่ยนไปกันไม่รู้จบสิ้น
	ถ้าคุณเห็นว่าสามีทำไม่ดี (ตามที่คุณว่า) รู้แล้วเห็นแล้ว  ได้เสียใจไปแล้ว
	จะสร้างเวรกรรมกันไปอีกทำไม   เช่น  โกรธ  อาฆาต  ทะเลาะกัน ฯลฯ
	ปล่อยให้มันจบลงไปดีกว่า
	แต่ไม่ได้หมายความว่า...จะปล่อยให้เรื่องผ่านไปแบบไม่ต้องแก้ไข
	ไม่ใช่บอกว่าให้ "ยอมรับกรรม" แล้วก็เฉยๆ
	ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ
	ผมเพียงแต่จะบอกว่า  เรื่องของเวรกรรมนั้น  ก็เป็นเรื่องทำให้เราต้องเข้าใจสาเหตุที่เกิด
	และไม่ก่อกรรมให้เกิดเหตุนั้นอีก
	แต่การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ปัญหากันต่อไป  ตามสภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
	ทำให้ดีที่สุดในการแก้ปัญหา  ไม่ใช่ไม่ต้องมาแก้ไขอะไรกันเลย
	ไม่ใช่อย่างนั้น
	แต่เมื่อเราได้ดิ้นรนแก้ไขจนถึงทึ่สุด  และแก้ไขปัญหาดีที่สุดแล้ว
	อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
	อย่างน้อยเราก็จะได้บอกกับตัวเองได้ว่า  เราได้พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว
	เมื่อแก้ปัญหาดีที่สุดแล้ว  แก้ไม่ได้  ก็ต้อง "ทำใจ" ครับ  เพราะเราได้ทำดีที่สุดแล้ว
	เพราะฉะนั้น  ขอให้คุณแก้ไขปัญหาให้ถึงที่สุด  ดีที่สุด
	แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด  ต้องปล่อยให้มันเกิด
	การอยู่กินกัน 12 ปี  ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีชีวิตที่อยู่กันนานตลอดไป
	การอยู่กินกัน 12 ปี  ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องรักกันตลอดไป
	การอยู่กินกัน 12 ปี  ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องทนกับปัญหาที่ต่างคนต่างมีตลอดไป
	ทุกอย่างมีทั้งจุดจบและจุดเริ่มต้นเสมอ
	ทุกอย่างไม่มีความแน่นอนหรอกครับ
	ไม่มีจริงๆ ครับ
	รักกันมานานกว่า 12 ปี  ก็ต้องมีการล้มหายตายจากกัน
	จะอยู่ที่ "จากเป็นหรือจากตาย"      "จากร้ายหรือจากดี"  เท่านั้น
	บางทีการที่อยู่ด้วยกัน  ก็อาจจะมีความทุกข์มากกว่าอยู่ด้วยกันด้วยซ้ำ
	บางทีการจากกัน  อาจจะมีความสุขมากกว่าการอยู่ด้วยกันด้วยซ้ำ
	อันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณเลิกกันนะครับ
	ผมไปตัดสินไม่ได้  ตัดสินใจแทนใครไม่ได้
	แต่ให้ "สติ" คุณเท่านั้น
	คิดว่า..เหตุการณ์ทุกข์ใจที่เกิดขึ้น  เพราะมันเคยมีมาแล้ว  เป็นมาแล้ว เกิดมาแล้ว  ในอดีต
	ไม่อยาก "ซ้ำรอยเดิม"  ก็อย่างสร้าง "กรรมเวร" ต่อกันอีก
	ตอนนี้คงแนะนำได้แต่เพียงว่า...
	"ขอให้มีสติมาก""
	คิดและพิจาณาด้วย "ปัญญา" ให้ละเอียด
	ส่วนอะไรจะเกิด  ก็ต้องปล่อยให้มันเกิดครับ
	สามีคุณเอง  ถ้าทำอย่างนั้น (เท่าที่คุณเล่าและให้ข้อมูลมา) เค้าเองก็ต้องมีความทุกข์ในใจอย่างแน่นอน
	ความหลง  ความโง่  ความมัวเมาในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง  มักจะบดบัง "สติและปัญญา" เสมอ	
	เค้าคงไม่มีความสุขเท่าไหร่นักหรอกครับ (และอาจจะยิ่งมากขึ้น  ถ้าเวลาผ่านไป)
	ตอนนี้...ผมแนะนำนะครับ.......ขอให้สร้างบุญสร้างกุศลใหมากๆ
	ให้มากเท่าที่จะมากได้  ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม (โดยไม่ต้องคำนึงเรื่องเงิน  เพราะการทำบุญในทางศาสนาพุทธนั้น  ไม่ได้
เน้นเรื่องจำนวนเงิน  แต่เน้นที่จำนวน "ศรัทธา")
	อย่างน้อยคุณก็ได้จะบุญกุศลสะสมเอาไว้ใช้ในอนาคต
	อย่างน้อยคุณก็ได้ความสบายใจในระดับหนึ่ง (ถ้าทำบุญทำกุศลด้วย "ใจ")
	อย่างน้อยคุณก็ได้ "สติและปัญญ" มากขึ้น
	และเมื่อคุณได้ทำบุญกุศลมากขึ้น (โดยเฉพาะการปฏิบัติสมาธิ  วิปัสสนา  กรรมฐาน)  ขอให้คุณทำอย่างนี้  ด้วยใจที่ตั้งใจจริงๆ
	คือการอุทิศส่วนบุญกุศลทั้งหมดให้สามีคุณ....อย่างตั้งใจและจริงใจ (ไม่ใช่สักแต่ว่า  อุทิศไปด้วยปากเท่านั้น  แต่ต้องอุทิศ
ด้วย "ใจ")
	อธิษฐานในแนวแบบนี้นะครับ
	"ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทั้งหลายทั้งปวง  ทั้งที่ได้ทำมาแล้วในอดีต  ที่กำลังทำในปัจจุบัน  และที่จะทำต่อไปใน
อนาคต    ขออุทิศให้ (ชื่อสามีคุณ)....และขอให้บุญกุศลนั้น จงเป็นพลวปัจจัยให้ (ชื่อสามีคุณ) จงมีแต่ความสุข  ความเจริญในกรอบแห่ง
กฎแห่งกรรม  และได้มีสติปัญญาพิจารณาในสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย"
	แล้วคุณก็จะพบกับ "สิ่งใหม่ๆ" ที่จะเกิด
	แต่ต้องตั้งใจทำอย่างที่บอกนะครับ  ด้วยใจที่ "มั่นคง" และศรัทธาในกฎแห่งกรรมว่า "ทำดีต้องได้ดี"
	ลองดูนะครับ
	ส่วนเรื่องเบอร์โทร  ไม่หวงครับ  แต่ต้องหาเองในเวบนี้  เปิดหาไปเรื่อยๆ มีแน่ครับ
	พยายามไม่นาน..เดี๋ยวก็เจอครับ

									อโณทัย   เขตต์บรรพต

ต้องการสนับสนุนเวบนี้.....เพียงสั่งซื้อหนังสือ "สิ่งที่ชาวพุทธ...ควรรู้ "  ราคาเล่มละ 180 บาท  คลิกดูรายละเอียดที่นี่
back
	เรื่องการสวดมนต์
	สวัสดีค่ะ คุณอโณทัย
	 ดิฉันมีเรื่องสงสัยอยากถามดังนี้นะคะ	
	ปัจจุบันดิฉันหมั่นสวดมนต์เพื่อต้องการแผ่เมตตา และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับแม่ของดิฉันที่ได้ล่วงลับไปแล้ว รวมทั้ง
อื่นๆ ด้วย เพราะว่าดิฉันเคยทำผิดพลาดไม่ดีมาหลายอย่าง
	แต่ดิฉันไม่รู้ว่าการสวดมนต์ที่ถูกวิธีคือทำยังงัย เพราะดิฉันคิดว่าการสวดมนต์อะไรก็ได้ ที่เราตั้งใจ มีสมาธิอย่างต่อเนื่อง 
หรือสวดตามสะดวกว่างั้นเถอะ ก็น่าจะได้บุญเหมือนกัน ดิฉันเลยสวดทุกอย่างที่ขวางหน้า เพราะมีเวลาปฏิบัติครั้งละประมาณ 
ชั่วโมงครึ่ง ระยะหลังมาสวดบทธรรมจักรฯ แต่ว่าค่อนข้างยาว เลยเปลี่ยนเป็นสวดยอดพระกัณฑ์ฯ แทน แล้วก็แผ่เมตตา กรวดน้ำ 
อุทิศบุญกุศลต่างๆ และสุดท้ายก็คือ นั่งสมาธิประมาณ ห้านาที ทำอย่างนี้มาหลายวันติดต่อกัน 
	แต่รู้สึกว่า หลังจากที่สวดไปได้ประมาณ 2-3 วัน ก็ฝันเห็นคนแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้จัก อยู่ในบ้านบ่อยๆ บางทีก็ มาทำร้าย บางที
ก็มาเฉยๆ  บางทีกลัวมากตื่นขึ้นมากลางดึกก็มี วันรุ่งขึ้นก่อนสวดมนต์ก็บอกให้เค้ามาอนุโมทนากับเราด้วย 
	อีกอย่างที่เกิดขึ้นคือ คนในบ้านทะเลาะกันบ่อยมาก ค่อนข้างรุนแรงหลายครั้ง แล้วดิฉันเองก็รู้สึกว่าไม่ชอบ ความไม่ยุติธรรม 
ความไม่เมตตา ความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงมากขึ้นเรื่อยๆ คือมันรู้สึกได้ไวขึ้น อันนี้ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรคะ แล้วการสวดมนต์ต้องมีการ
เรียงลำดับบทสวดมั้ยคะ แล้วเวลาดิฉันสวดมนต์ ดิฉันรู้สึกว่าคำสวดมันเพราะขึ้นทุกวัน แล้วก็อยากสวดให้นานขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง 
	ไม่ทราบว่าคนอื่นๆ เค้าเป็นเหมือนกันมั้ยคะ
	ขอบคุณค่ะ
	นา

	ตอบ คุณนา
	ถ้า "สวด" ทุกอย่างที่ขวางหน้า   ไม่ไหวมั้งครับ...เหนื่อยเปล่า
     	บุญน่ะได้แน่ครับ.....แต่ได้ไม่มาก
     	เพราะการพูด  การกล่าว  การสวด  ในสิ่งที่ดี  ที่เป็นมงคล  เป็นประโยชน์ทั้งนั้น
    	แต่ถ้าสวดแบบนกแก้วนกขุนทอง  ก็ได้แบบนกๆ นั่นแหละครับ
     	ไม่มากเท่าที่ควร
     	เอาอย่างแรก...เรื่องการสวดมนต์ก่อน
	สวดมนต์อย่างไร   ถึงจะถูกต้อง  และได้อานิสงส์
     	ต้องสวดแบบรู้ตัว  รู้ทุกพยางค์  รู้ทุกอักษร
     	รู้.....หมายความว่า  รู้ว่าออกเสียงว่าอะไรนะครับ  ไม่ใช่รู้ว่าความหมายแปลว่าอะไร (เพราะการรู้ความหมายนี่  มันยาก  
แค่นโมตัสสะ ฯ บทเดียวก็จำความหมายไมได้แล้ว)
     	หมายความว่าตอนแรกนั้น  ไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายหรอกครับ (แต่ถ้าจะรู้  ก็จะเพิ่มความมั่นคงในการสวดมากขึ้น  
ถ้าทำได้)
	แต่ต้องรู้ว่าเราออกเสียงว่าอะไร 
     	ครับ  อ่านออกเสียงออกมาก่อน  เป็นเบื้องต้น  เพราะการออกเสียงคือการย้ำว่า  เราได้พูดอะไรออกมา
     	เราสวด (ดังๆ  หรือออกเสียง) ว่า นะ-โม-ตัส-สะ-ภะ-คะ-วะ-โต  ฯลฯ
     	เราก็ต้องรู้ว่าในขณะนั้น  เราออกเสียงว่า นะ-โม-ตัส-สะ-ภะ-คะ-วะ-โต  ฯลฯ
     	อ่านช้าๆ  ตามไปทุกพยางค์ที่ออกเสียง  ไม่ต้องรีบไปไหน  เอาช้าๆ  ช้าแบบรู้เรื่องทุกพยางค์ที่ออกเสียง
     	จะเอาบทไหนก็ได้  เอาช้าๆ  ช้าๆ   และรู้ตัว
     	จะสวดบทไหนก็เลือกเอา  ตามใจ  จะสั้นจะยาวตามใจ   เลือกเอาเอง  ชอบบทไหนก็เลือกได้ตามใจชอบ
    	แต่ต้องรู้ทุกพยางค์ที่สวด  หรือออกเสียงออกมา
     	พอสวดแล้วรู้เรื่องจริงๆ ทุกๆ พยางค์  จะลองสวดในใจก็ได้  แต่ก็ต้องรู้ตัวทุกครั้งที่สวด
     	แล้วต้องรู้จัก "ทำโทษ" ตัวเอง
     	ถ้าสวดตรงไหนสะดุด  หรือเผลอตัวสวดผิด  สวดตกหล่น  ต้องกลับมาเริ่มต้นสวดตั้งแต่แรกใหม่
     	หัดทำโทษตัวเอง  ผิดเป็นเอาใหม่  สวดจนจะจบ  พอผิด  ต้องไปเริ่มต้นใหม่
     	สวดแล้วคนในบ้านทะเลาะกัน.......ไม่เกี่ยวกับสวดมนต์หรอกครับ  เกี่ยวกับคนและสันดานของคนนั้นๆ มากกว่า
     	หรือคนในบ้านเลวร้ายมากเกินไป  ทน "พลัง" แห่งการ "สวดมนต์" ไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ ?
    	 อย่าไปวิเคราะห์อย่างนั้นเลยครับ   วิตกจริตไปเปล่าๆ
     	การที่คุณสวดมนต์แล้วฝันเห็นคนแปลกๆ จะมาทำร้ายบ้าง  มาหาบ้าง นั้น  เข้าใจว่า  อาจจะเป็น "พลังงาน" มาขอส่วนบุญกุศล
     	การแผ่เมตตา  การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล  ให้คนอื่นนั้น
     	เคล็ดลับมันอยู่ที่  คุณมีสิ่งที่จะให้เค้าหรือเปล่าครับ
     	จะแผ่เมตตา....คุณมีเมตตา (จริงๆ) ให้เค้าหรือเปล่า ?
     	จะอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล.....คุณมีบุญกุศล (จริงๆ) ให้เค้าหรือเปล่า ?
     	ถ้ามีแต่ลมปากเพียงว่า....ขอแผ่เมตตา  ขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้......  แค่นี้  แผ่ไปจนตาย  อุทิศไปจนได้ก็ไม่ได้หรอกครับ
     	จะให้อะไรคนอื่นเค้า  เราต้องมี "สิ่งนั้น" จริงๆ  ก่อนนะครับ  ค่อยเอาไปให้คนอื่น
     	ผมบอกเคล็ดลับให้อย่างหนึ่ง....
     	เวลาที่คุณจะสวดมนต์นะครับ  ให้คุณทำอย่างนี้
     	ให้คุณนึก (ในใจก็ได้)  หรือออกเสียงดังว่า  ข้าพเจ้าขอเชิญพรหมทั้งหลาย  เทพทั้งหลาย  วิญญาณทั้งหลาย   สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย  ได้มาร่วมสวดมนต์กับข้าพเจ้า  และร่วมอนุโมทนาในการสวดมนต์ครั้งนี้ด้วย
     	นี่เป็นเคล็ดลับสุดยอดเชียวนะครับ

								อโณทัย   เขตต์บรรพต

ต้องการสนับสนุนเวบนี้.....เพียงสั่งซื้อหนังสือ "สิ่งที่ชาวพุทธ...ควรรู้ "  ราคาเล่มละ 180 บาท  คลิกดูรายละเอียดที่นี่
back