เรื่องการทำสมาธิ คุณอโณทัย กระผมได้อ่านการตอบคำถามต่าง ๆ จากคุณอโณทัย แล้วสนุกมากได้แง่คิดมากเลยอยากขอบคุณที่ได้จัดทำเว็บนี้ขึ้น กระผมมีคำถามที่จะปรึกษา เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิครับ เนื่องจากในสมัยเด็กทุกครั้งที่นั่งสมาธิจะปวดบริเวณกลางหน้าผากระหว่างคิ้วตลอดเวลา มีอาการเสียวเหมือนมีบางอย่าง มาจี้บริเวณหน้าผากทุกครั้ง จนปัจจุบันนี้ไม่ได้นั่งสมาธิมาเป็นเวลานานแล้วหลายปี แต่ทุกครั้งที่ลองทำดูก็จะมีอาการเช่นเดิม อยากทราบว่าเป็นเพราะอะไร และมีวิธีการนั่งสมาธิที่ถูกต้องอย่างไร และเคยมีคนทักอยู่เสมอว่าเห็นเราในที่อื่น ๆ ที่เราไม่ได้ไปเป็นเพราะอะไร... เนื่องจากในสมัยเด็กทุกครั้งที่ป่วยหรือจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับเรา ทางบ้านมักจะเห็นผม (ใครก็ไม่ทราบแต่ทุกคนลงความเห็น ว่าเหมือนผมมาก) เดินอยู่ภายในบ้านบ้าง เดินกลับมาบ้านบ้าง ทั้งๆที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่ และมีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากที่ผมบวชเณรและลาสิกขาแล้ว พี่สาวเห็นผม (ใครก็ไม่รู้ โกนหัวเหมือนผมเลย) เดินเข้ามาในบ้าน แต่ตัวผมจริง ๆ นอนอยู่บนบ้าน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็เคยได้เห็นบ้าง ครั้งหนึ่ง เห็นเหมือนเด็กผู้ชายคล้ายผมวิ่งขึ้นบันได้บ้านชนผ้าที่แขวนไว้ราวบันไดหล่นลงมาแล้วหายไปในห้อง แต่พอเข้าไป ดูในห้องก็ไม่มีใคร และจากการสอบถามคนในบ้านที่เคยเห็น เขาบอกว่าเหมือนเป็นเงา ๆ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนโตขึ้นพร้อมผม และใส่กางเกงคล้ายกันแต่บ้างครั้งจะไม่ใส่เสื้อ อยากทราบว่ามีวิธีที่จะทราบว่าน่าจะเป็นเพราะอะไร และถ้าเป็นวิญญาณ เราจะสามารถสื่อสารกับเขาได้อย่างไร ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ wisut ตอบ คุณวิสุทธิ์ (ถ้าอ่านชื่อไม่ผิด) ชมมาก็ขอบคุณครับ เรื่องการนั่งสมาธินั้น หลายคน ทั้งคุณวิสุทธิ์ รวมทั้งตัวผมเอง ก็เคยเข้าใจผิดๆ และเป็นความเข้าใจผิดที่คิดว่าถูกมานาน ถ้าคุณเคยเข้าใจว่า การนั่งสมาธิก็เพื่อให้จิตสงบ .. นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ ถ้าเรานั่งสมาธิเพื่อต้องการให้ "จิตสงบ" จิตมักจะไม่สงบ ..ในกรณีที่เรา "ไม่เข้มแข็ง" ในการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะ "ความต้องการ" คือตัวการที่สร้าง "กิเลส" ที่เยี่ยมยอด ความต้องการก็คือความอยาก อยากได้อะไร มักไม่ได้ตามที่เราอยาก เพราะเราตั้งความหวังกับความอยากไว้มาก .บางทีได้มาก็ไม่สมกับความอยาก .เลยคิดว่าเราไม่ได้ตามที่เราอยาก หรือตามที่เราต้องการ อย่างนั้นเรานั่งสมาธิ (ที่ถูกต้องเรียกว่า "ทำสมาธิ") ไปเพื่ออะไร ? ก็ตอบยากครับ ..ตอบแบบตรงๆ ดีกว่าว่า .. ให้นั่งสมาธิเพราะอยากนั่ง ให้เราเพียงรู้ผลว่า .. การนั่งสมาธินั้น มีผลให้ใจสบาย ใจสงบ มีสติ มีปัญญา ให้รู้เพียงผลเท่านั้น แต่อย่าไปกำหนดผลว่า ทำแล้วจะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ จำไว้ให้ดีเลยนะครับว่า .. ให้ปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน เพราะต้องการทำ ส่วน "จิต" จะสงบหรือเป็นสมาธิหรือเปล่านั้น อย่าไปสนใจ อย่าไปหวัง อย่าไปกำหนด จะได้สมาธิหรือจิตสงบหรือเปล่านั้น อย่าไปหวัง อย่าไปสนใจ เพราะ .. การปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน นั้น เป็น "เหตุ" จิตสงบ จิตเป็นสมาธิ นั้นเป็น "ผล" เราไม่สามารถกำหนด "ผล" ได้ เพียงแต่ทำ "เหตุ" ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานั้น ขณะนั้น ส่วน "ผล" จะเป็นอย่างไร ? ไม่ใช่ที่เรากำหนด มันจะเป็นไปตาม "เหตุ" เองโดยอัตโนมัติ "เหตุ" ดี "ผล" ย่อมดีตามไปด้วย การที่คุณวิสุทธ์นั่งสมาธิแล้วปวดบริเวณกลางหน้าผากระหว่างคิ้ว เป็นเพราะคุณเองพยายามตั้งใจอยากจะ "จิต" สงบ ตามที่ ตัวเองต้องการ หรืออาจจะ "คิดมาก" ในขณะปฏิบัติ ภาษาพระเรียกว่า "ฟุ้งซ่าน" และเข้าใจว่าคุณเองกำลังจะฝึกเรื่อง "พลังจิต" หรือ "อำนาจจิต" ด้วย เพราะส่วนมาก เมื่อจิตจะรวมเป็นหนึ่ง จากการฝึกอำนาจจิต จิตจะรวมไปยังจุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย ซึ่งบางครูบาอาจารย์ ก็เรียกจุดที่ตั้งของจิตว่า "จักระ" (ซึ่งความจริง จิตจะไปตั้งอยู่ที่ไหนในร่างกายก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่อยู่จริงๆ ก็ "จักระ" นั่นแหละเป็นส่วนมาก) บริเวณกลางหน้าผากระหว่างคิ้วเป็นที่รับสัมผัสได้ไว รับรู้ได้ง่าย จึงมีการรวมที่จุดนี้ได้ง่าย วิธีแก้ก็คือ อย่าเครียด อย่าฟุ้งซ่าน อย่าคิดมาก อย่าเอาจิตไปจดจ่อที่บริเวณกลางหน้าผากระหว่างคิ้ว และอย่าไปฝึกอำนาจจิต แบบนี้ ถ้าคุณไม่มีครูบาอาจารย์ควบคุม ให้คุณนั่งในท่าสบายๆ ฟังบทสวดมนต์ ฟังว่าบทสวดมนต์สวดอะไร ไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นอะไร แต่ให้รู้ว่าบทสวดนั้นออกเสียง ว่าอะไร เช่น นะ-โม-ตัส-สะ ก็ให้รู้ว่า ออกเสียงว่า นะ-โม-ตัส-สะ โดยยังไม่จำเป็นต้องเข้าใจความหมายในเบื้องต้น ฟังไปเรื่อยๆ บ่อยๆ ใจจดจ่อกับบทสวด (จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้) แล้วสังเกตดู "จิต" คุณเอง จะรู้ว่าสงบขึ้น อีกเรื่องที่มีเห็นคุณอีกคน เหมือนคุณนั้น สันนิษฐานว่า 1.อาจจะเป็นภาวะจิตของคุณเอง ที่คุณเป็นผู้สร้างขึ้นมา จากการที่คุณต้องการมีเพื่อน 2.อาจจะเป็นผู้ที่มีชีวิตที่เกิดมาพร้อมกับคุณ แต่จากไปก่อน (ตาย) เช่น แฝดที่เกิดร่วมกัน แต่เกิดภาวะความจำเป็นที่มีคุณเพียง ชีวิตเดียวที่รอด ข้อนี้ สอบถามจากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของคุณดูได้ 3.อาจจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่คอยดูแล ช่วยเหลือ คุ้มครองป้องกันคุณ ที่มีความเกี่ยวข้องทั้งในเรื่องชาติกำเนิดร่วมกัน และ "จิต" ร่วมกัน 4.อาจจะ .เป็นอะไรก็ได้ ที่นอกเหนือความสามารถที่ผมจะรู้ได้ ขอแนะนำว่า ..อย่าไป "สนใจ" เรื่องนี้ให้มาก ไม่อย่างนั้นคุณจะ "เพี้ยน" และ "หลง" กับสิ่งที่คุณมีไม่เหมือนคนอื่น จริงๆ แล้ว เรื่องนี้อย่าไปมองว่าแปลกครับ เรื่องธรรมดาครับ สนใจมาก ไม่ได้ประโยชน์หรือ "สาระ" ให้มองเป็นเรื่องปรกติ ตั้งหน้าตั้งตา "ปฏิบัติ" ดีกว่าครับอโณทัย เขตต์บรรพต